• เกี่ยวกับเรา
  • กิจกรรม
  • ข่าวสาร

สารบัญ
  • หน้าหลัก
  • ประวัติวัด
  • ประวัติหลวงพ่อโต
  • ประวัติเจ้าอาวาส
  • ประวัติสมุดข่อย
  • ผลงานพัฒนาวัด
  • พระภิกษุสงฆ์
  • วัตถุมงคล
  • โค-กระบือ
  • พิพิธภัณฑ์รถโบราณ
  • วิทยุชุมชนวัดหัวกระบือ
  • นวดสมุนไพรแผนโบราณ
  • การเดินทาง
พุทธประวัติ
  • แผนที่ชมพูทวีป
  • ประสูติ
  • เทวทูตทั้ง๔
  • ทอดพระเนตรพระราหู
  • ตัดพระเมาลี
  • นางสุชาดาถวายข้าว
  • มหาบุรุษเสี่ยงทาย
  • ชนะมาร
  • ทรงตรัสรู้
  • ธิดามาร
  • แสดงธรรมพระพรหม
  • ดอดบัว ๔ เหล่า
  • ปฐมเทศนา
  • ประชุมพระอรหันต์
  • โปรดพุทธมารดา
  • เสด็จปรินิพพาน
ประวัติวันสำคัญ
  • วันมาฆาบูชา
  • วันวิสาขบูขา
  • วันอัฏฐมีบูชา
  • วันอาสาฬหบูชา
  • วันเข้าพรรษา
  • วันออกพรรษา
  • วันโกนวันพระ
Home ประวัติสมุดข่อย

PostHeaderIcon ประวัติสุมดข่อย

วันพุธที่ 20 มกราคม 2010 เวลา 16:15 น. | เขียนโดย Administrator | PDF พิมพ์ อีเมล

สมุดข่อย

แต่ก่อนคนไทยบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยสมุดไทย จากกระดาษสา กระดาษข่อย แต่เท่าที่พบส่วนมากจะใช้กระดาษข่อย จึงเรียกสมุดข่อยจึงจะเป็นเรื่องราวเฉพาะของสมุดข่อยเท่านั้น  ลักษณะเด่นของสมุดข่อยคือเป็นแผ่นกระดาษพับทบไปทบมา เขียนได้ทั้ง ๒ หน้า เมื่อพับเก็บเป็นเส้นจะมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาวมีปกสมุด ซึ่งเราจะเห็นอยู่ส่วนบนและล่าง สมุดพวกนี้มักได้รับการเก็บรักษาในห่อผ้าผูกอย่างมิดชิด แล้วเก็บในตู้หรือหีบพระธรรม  ซึ่งอยู่ในหอไตร  อันล้อมรอบด้วยน้ำอีกชั้นหนึ่ง  จึงเห็นได้ว่าคนโบราณเก็บรักษาสมุดข่อยไว้อย่างรัดกุม เรียบร้อย แหล่งสมุดข่อยมักอยู่ตามวัด เพราะวัดได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาของคนไทยแต่ก่อน  แต่ปัจจุบันสมุดข่อยค่อย ๆ สูญหายหรือถูกทำลายไปจากผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือผู้เห็นแก่ได้  ศัตรูสำคัญของสมุดข่อย นอกจากร้านค้าของเก่าแล้ว ก็คือบรรดาหมอแผนโบราณ   ที่มักเอาสมุดข่อยมาเผาทำยาด้วย

เรื่องราวที่ปรากฏในสมุดข่อย

เท่าที่ปรากฏหลักฐานหลงเหลืออยู่มาถึงปัจจุบันนี้  สมุดข่อยที่เก่าแก่ที่สุดคือสมัยอยุธยา   ซึ่งเราก็สามารถแยกแยะประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

๑. เรื่องราวทางศาสนา เช่นเรื่องพระมาลัย   ไตรภูมิ  ชาดกต่าง ๆ  หลักฐานต่าง ๆ

๒. ตำราต่าง ๆ แยกออกได้หลายชนิดหลายสาขา  เช่น กฎหมาย  โหราศาสตร์  พิชัยสงคราม  สัตว์ศาสตร์  ตำรายา เป็นต้น

๓. จดหมายเหตุ  ตำนาน  พงศาวดาร  เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญบ้างเมือง   ชนชั้นผู้นำ

๔. วรรณคดี   มักเป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง

วิธีการทำสุมดข่อย

ที่เรียกว่าสมุดข่อย เพราะใช้วัสดุจากเปลือกของต้นข่อย ผ่านวิธีการ

มาหลายขั้นตอน  กว่าจะทำสำเร็จเป็นแผ่นกระดาษ  กล่าวโดยย่อคือ  นำ

เปลือกข่อยมาแช่น้ำแล้วฉีกให้เป็นฝอย  นำมานึ่งจนสุกทั่วกัน  แช่น้ำปูนขาว  ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างเพื่อให้เนื้อไม่เปื่อยยุ่ยยิ่งขึ้น  แล้วล้างออกจนหมดด่าง  บีบให้แห้งน้ำ ทุบให้ละเอียดแล้วเอาลงน้ำอีกครั้งตีให้ละลายเข้ากันดี  จึงเทลงในพะแนง  ซึ่งตีเป็นกรอบไม้ตามขนาดที่ต้องการแล้วกรุด้วยผ้ามุ้ง   เกลี่ยเยื่อไม้นี้ให้เรียบเสมอกัน  และเพื่อให้แน่ใจว่าหน้ากระดาษจะเรียบเสมอกันตลอดเขาจะเอาพะแนงวางในน้ำอีกครั้ง เพื่อให้น้ำเป็นตัวเกลี่ยเยื่อกระดาษ  แต่ต้องพยายามอย่าให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง  เมื่อยกขึ้นจึงเอาไม้ซางยาว คลึงผิว รีดน้ำออก  จึงวางผิงตากแดดให้แห้งสนิท  แล้วลอกออกมาเรียกว่ากระดาษเพลา จากนั้นจึงนำมาลบ เพื่อมิให้กระดาษซึมและถือเป็นการลบรอยชำรุดต่าง ๆ โดยใช้แป้งเปียกผสมน้ำปูนขาว ในช่วงนี้ถ้าต้องการสมุดดำหรือสมุดพื้นดำ จึงจะผสมเขม่าไฟหรือถ่านป่นละเอียดลงในส่วนผสมด้วย แล้วจึงตากให้แห้งอีกครั้ง  ขัดผิวกระดาษให้ขึ้นมันด้วยหินแม่น้ำ  ที่ปกคลุมหน้าทำคิ้วหรือขอบหนาเพื่อกันชำรุดเสียหาย

จึงเห็นว่ากรรมวิธีดังกล่าวนี้ ต้องใช้น้ำมาก  ผู้มีอาชีพทำสมุดข่อย จึงมักตั้งบ้านเรือนอยู่ติดทางน้ำดังชาวบ้านแถวบางซื่อ   กรุงเทพฯ  เคยมีอาชีพทำสมุดข่อย  แต่ปัจจุบันเหลือเพียงชื่อคลองคือคลองกระดาษ  เป็นพยานหลักฐานเท่านั้น   และสภาพของคลองเดี๋ยวนี้ก็ตื้นเขินมาก

สมุดข่อย

ฉบับวัดศีรษะกระบือ

ชื่อ "ศรีษะกระบือ" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หัวกระบือ"นั้น  เป็นชื่อของคลองและหมู่บ้านชาวไทยแห่งหนึ่งทั้งเป็นชื่อวัดในหมู่บ้านซึ่งอยู่ริมคลองหัวกระบือ  อันแยกย่อยมาจากคลองด่าน  ธนบุรี (ซึ่งคลองนี้มีความสำคัญมาก  ดังจะกล่าวต่อไปนี้) หากจะถือเอาตามหลักการปกครองปัจจุบันแล้วหมู่บ้านแห่งนี้จะอยู่ในแขวงท่าข้าม  เขตบางขุนเทียน  กรุงเทพฯ

เนื่องจากหลักฐานที่เป็นตัวบุคคลต่างล้มหายตายจากไปทั้งหมดสิ้นแล้วแม้รุ่นปัจจุบันที่เป็นรุ่นปู่ย่า ก็มิอาจพอจะรู้เหตุการณ์  เล่าขานประวัติการตั้งชุมชนหรือวัดแห่งนี้ได้  เราจึงไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าชุมชนแห่งนี้อยู่กันมาเนิ่นนานเพียงใด   ดังนั้นเท่าที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ได้  จึงควรเป็นเอกสารที่เขียนหรือบันทึกถึงเรื่องราวดังกล่าว ในสมัยที่เก่าสุด

นอกจากหลักฐานจากเอกสารที่จะใช้คลี่คลายปัญหานี้แล้ว  เราจะใช้ข้อมูลทางด้านโบราณคดีมาช่วยแก้ปัญหา  ด้วยเพื่อให้การตีความมีหลักฐานแน่นและสมบูรณ์ สำหรับการใช้อ้างอิงต่อไปได้

เอกสารรุ่นเก่าที่กล่าวถึงชื่อ “ศีรษะกระบือ” เท่าที่ค้นได้ในขณะนี้  มิได้ปรากฏในพงศาวดารหรือจดหมายเหตุหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด  หากปรากฏแอบแฝงในวรรณคดีโดยเฉพาะในนิราศถึง ๒ เรื่อง คือ นิราศนรินทร์  ของนายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) ซึ่งเขียนไว้ในปี ๒๓๕๒ หรือต้นสมัยรัชกาลที่ ๓  ในลักษณ์ที่เป็นโครงสี่สุภาพคือ

“หัวกระบือกบิลราชร้า    ณรงค์ แลฤา

ตัดกบาลกระบือดง       เด็ดหวิ้น

สืบเศียรทรพีคง คำเล่า   แลแม่

เสมอพี่เด็ดสมรดิ้น       ขาดด้วยคมเวรฯ”

 

ในเอกสารชั้นหลังลงมาอีกเล็กน้อย  คือนิราศพระแท่นดงรัง  ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๗๖  ลักษณะเป็นกลอนนิราศ  กล่าวคือ

 

“ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อย่าน              บิดาท่านโปรดเกล้าฯเล่าแถลง

ว่าพญาพาลีซึ่งมีแรง                      เข้ารบแผลงฤทธิ์ต่อด้วยทรพี

ตัดศีรษะกระบือแล้วถือขว้าง              ปลิวมากลางเวหาพนาศรี

มาตกลงตรงย่านที่บ้านนี้                  จึงเรียกศีรษะกระบือเป็นชื่อนาม”

 

จึงเห็นว่าในวรรณคดีทั้ง ๒ เรื่องข้างต้นนี้  บอกที่มาของชื่อ “ศีรษะกระบือ” มีความหมายสอดคล้องกันว่าเกี่ยวเนื่องไปถึงรามเกียรติ์ตอนพาลีฆ่าทรพี  และตัดหัวขว้างไปตกลงที่บ้านนี้  ซึ่งตรงนี้จะต่างไปจากตำนานการสร้างวัดอีกสำนวนหนึ่ง ที่ว่าเกี่ยวพันไปถึงวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนโดยกล่าวว่าสมเด็จพระพันวษาโปรดประพาสป่าล่ากระบือ  กระบือจำนวนมากถูกขุนไกร พ่อของพลายแก้วหรือขุนแผนสังหาร  ตัดศีรษะเสียเป็นจำนวนมาก พระพันวษาจึงโปรดให้สร้างวัดขึ้น  ขนานนามว่า “วัดศีรษะกระบือ” และนามนี้ได้ปรากฏสืบมา  แต่เท่าที่ได้สอบทานหนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนแล้วปรากฏเพียงว่าขุนไกรไปล่ากระบือจริง  และถูกประหารชีวิตด้วยปล่อยให้กระบือเปลี่ยววิ่งมาหน้าพระที่นั่ง  ส่วนสถานที่นั้นเท่าที่ปรากฏคำกลอนดูเป็นป่าแถวสุพรรณบุรี  มิใช่ทางคลองด่านแต่อย่างใด  จึงเข้าใจว่าประวัติหรือตำนานสำนวนหลังนี้  จะเป็นเรื่องเล่าสืบกันมาของชาวบ้านมากกว่า  แต่ที่ยกมากล่าวได้ด้วย  ก็เพื่อที่จะได้เป็นเค้ามูลให้มีการสืบสาวราวเรื่องกันต่อไปในชั้นหลัง

อย่างไรก็ดี  แม้ข้อมูลจะขัดแย้งกันอยู่บ้าง  แต่พอสรุปในขณะนี้อยู่ก่อนว่าวัดหัวกระบือน่าจะเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแล้ว  อนึ่งเส้นทางคลองด่านนี้เป็นเส้นทางสัญจรที่สำคัญช้านานแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2010 เวลา 11:53 น.)

 

Copyright © 2009-2010.
All Rights Reserved.
วัดหัวกระบือ (ศีรษะกระบือ)เลขที่ ๓ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ๑๐๑๕๐
โทร ๐๒-๘๙๗-๔๗๘๙ ,๐๒-๔๑๕-๐๕๓๒

วัดหัวกระบือ.คอม  สร้างสรรค์โดย กองงานเลขานุการ วัดหัวกระบือ