ประวัติสมุดข่อย
สมุดข่อย
แต่ก่อนคนไทยบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยสมุดไทย จากกระดาษสา กระดาษข่อย แต่เท่าที่พบส่วนมากจะใช้กระดาษข่อย จึงเรียกสมุดข่อยจึงจะเป็นเรื่องราวเฉพาะของสมุดข่อยเท่านั้น ลักษณะเด่นของสมุดข่อยคือเป็นแผ่นกระดาษพับทบไปทบมา เขียนได้ทั้ง ๒ หน้า เมื่อพับเก็บเป็นเส้นจะมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมยาวมีปกสมุด ซึ่งเราจะเห็นอยู่ส่วนบนและล่าง สมุดพวกนี้มักได้รับการเก็บรักษาในห่อผ้าผูกอย่างมิดชิด แล้วเก็บในตู้หรือหีบพระธรรม ซึ่งอยู่ในหอไตร อันล้อมรอบด้วยน้ำอีกชั้นหนึ่ง จึงเห็นได้ว่าคนโบราณเก็บรักษาสมุดข่อยไว้อย่างรัดกุม เรียบร้อย แหล่งสมุดข่อยมักอยู่ตามวัด เพราะวัดได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการศึกษาของคนไทยแต่ก่อน แต่ปัจจุบันสมุดข่อยค่อย ๆ สูญหายหรือถูกทำลายไปจากผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือผู้เห็นแก่ได้ ศัตรูสำคัญของสมุดข่อย นอกจากร้านค้าของเก่าแล้ว ก็คือบรรดาหมอแผนโบราณ ที่มักเอาสมุดข่อยมาเผาทำยาด้วย
เรื่องราวที่ปรากฏในสมุดข่อย
เท่าที่ปรากฏหลักฐานหลงเหลืออยู่มาถึงปัจจุบันนี้ สมุดข่อยที่เก่าแก่ที่สุดคือสมัยอยุธยา ซึ่งเราก็สามารถแยกแยะประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
๑. เรื่องราวทางศาสนา เช่นเรื่องพระมาลัย ไตรภูมิ ชาดกต่าง ๆ หลักฐานต่าง ๆ
๒. ตำราต่าง ๆ แยกออกได้หลายชนิดหลายสาขา เช่น กฎหมาย โหราศาสตร์ พิชัยสงคราม สัตว์ศาสตร์ ตำรายา เป็นต้น
๓. จดหมายเหตุ ตำนาน พงศาวดาร เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญบ้างเมือง ชนชั้นผู้นำ
๔. วรรณคดี มักเป็นคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง
วิธีการทำสุมดข่อย
ที่เรียกว่าสมุดข่อย เพราะใช้วัสดุจากเปลือกของต้นข่อย ผ่านวิธีการ
มาหลายขั้นตอน กว่าจะทำสำเร็จเป็นแผ่นกระดาษ กล่าวโดยย่อคือ นำ
เปลือกข่อยมาแช่น้ำแล้วฉีกให้เป็นฝอย นำมานึ่งจนสุกทั่วกัน แช่น้ำปูนขาว ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างเพื่อให้เนื้อไม่เปื่อยยุ่ยยิ่งขึ้น แล้วล้างออกจนหมดด่าง บีบให้แห้งน้ำ ทุบให้ละเอียดแล้วเอาลงน้ำอีกครั้งตีให้ละลายเข้ากันดี จึงเทลงในพะแนง ซึ่งตีเป็นกรอบไม้ตามขนาดที่ต้องการแล้วกรุด้วยผ้ามุ้ง เกลี่ยเยื่อไม้นี้ให้เรียบเสมอกัน และเพื่อให้แน่ใจว่าหน้ากระดาษจะเรียบเสมอกันตลอดเขาจะเอาพะแนงวางในน้ำอีกครั้ง เพื่อให้น้ำเป็นตัวเกลี่ยเยื่อกระดาษ แต่ต้องพยายามอย่าให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อยกขึ้นจึงเอาไม้ซางยาว คลึงผิว รีดน้ำออก จึงวางผิงตากแดดให้แห้งสนิท แล้วลอกออกมาเรียกว่ากระดาษเพลา จากนั้นจึงนำมาลบ เพื่อมิให้กระดาษซึมและถือเป็นการลบรอยชำรุดต่าง ๆ โดยใช้แป้งเปียกผสมน้ำปูนขาว ในช่วงนี้ถ้าต้องการสมุดดำหรือสมุดพื้นดำ จึงจะผสมเขม่าไฟหรือถ่านป่นละเอียดลงในส่วนผสมด้วย แล้วจึงตากให้แห้งอีกครั้ง ขัดผิวกระดาษให้ขึ้นมันด้วยหินแม่น้ำ ที่ปกคลุมหน้าทำคิ้วหรือขอบหนาเพื่อกันชำรุดเสียหาย
จึงเห็นว่ากรรมวิธีดังกล่าวนี้ ต้องใช้น้ำมาก ผู้มีอาชีพทำสมุดข่อย จึงมักตั้งบ้านเรือนอยู่ติดทางน้ำดังชาวบ้านแถวบางซื่อ กรุงเทพฯ เคยมีอาชีพทำสมุดข่อย แต่ปัจจุบันเหลือเพียงชื่อคลองคือคลองกระดาษ เป็นพยานหลักฐานเท่านั้น และสภาพของคลองเดี๋ยวนี้ก็ตื้นเขินมาก
สมุดข่อย
ฉบับวัดศีรษะกระบือ
ชื่อ "ศรีษะกระบือ" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หัวกระบือ"นั้น เป็นชื่อของคลองและหมู่บ้านชาวไทยแห่งหนึ่งทั้งเป็นชื่อวัดในหมู่บ้านซึ่งอยู่ริมคลองหัวกระบือ อันแยกย่อยมาจากคลองด่าน ธนบุรี (ซึ่งคลองนี้มีความสำคัญมาก ดังจะกล่าวต่อไปนี้) หากจะถือเอาตามหลักการปกครองปัจจุบันแล้วหมู่บ้านแห่งนี้จะอยู่ในแขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ
เนื่องจากหลักฐานที่เป็นตัวบุคคลต่างล้มหายตายจากไปทั้งหมดสิ้นแล้วแม้รุ่นปัจจุบันที่เป็นรุ่นปู่ย่า ก็มิอาจพอจะรู้เหตุการณ์ เล่าขานประวัติการตั้งชุมชนหรือวัดแห่งนี้ได้ เราจึงไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าชุมชนแห่งนี้อยู่กันมาเนิ่นนานเพียงใด ดังนั้นเท่าที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ได้ จึงควรเป็นเอกสารที่เขียนหรือบันทึกถึงเรื่องราวดังกล่าว ในสมัยที่เก่าสุด
นอกจากหลักฐานจากเอกสารที่จะใช้คลี่คลายปัญหานี้แล้ว เราจะใช้ข้อมูลทางด้านโบราณคดีมาช่วยแก้ปัญหา ด้วยเพื่อให้การตีความมีหลักฐานแน่นและสมบูรณ์ สำหรับการใช้อ้างอิงต่อไปได้
เอกสารรุ่นเก่าที่กล่าวถึงชื่อ “ศีรษะกระบือ” เท่าที่ค้นได้ในขณะนี้ มิได้ปรากฏในพงศาวดารหรือจดหมายเหตุหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด หากปรากฏแอบแฝงในวรรณคดีโดยเฉพาะในนิราศถึง ๒ เรื่อง คือ นิราศนรินทร์ ของนายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) ซึ่งเขียนไว้ในปี ๒๓๕๒ หรือต้นสมัยรัชกาลที่ ๓ ในลักษณ์ที่เป็นโครงสี่สุภาพคือ
“หัวกระบือกบิลราชร้า ณรงค์ แลฤา
ตัดกบาลกระบือดง เด็ดหวิ้น
สืบเศียรทรพีคง คำเล่า แลแม่
เสมอพี่เด็ดสมรดิ้น ขาดด้วยคมเวรฯ”
ในเอกสารชั้นหลังลงมาอีกเล็กน้อย คือนิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเขียนขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๗๖ ลักษณะเป็นกลอนนิราศ กล่าวคือ
“ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อย่าน บิดาท่านโปรดเกล้าฯเล่าแถลง
ว่าพญาพาลีซึ่งมีแรง เข้ารบแผลงฤทธิ์ต่อด้วยทรพี
ตัดศีรษะกระบือแล้วถือขว้าง ปลิวมากลางเวหาพนาศรี
มาตกลงตรงย่านที่บ้านนี้ จึงเรียกศีรษะกระบือเป็นชื่อนาม”
จึงเห็นว่าในวรรณคดีทั้ง ๒ เรื่องข้างต้นนี้ บอกที่มาของชื่อ “ศีรษะกระบือ” มีความหมายสอดคล้องกันว่าเกี่ยวเนื่องไปถึงรามเกียรติ์ตอนพาลีฆ่าทรพี และตัดหัวขว้างไปตกลงที่บ้านนี้ ซึ่งตรงนี้จะต่างไปจากตำนานการสร้างวัดอีกสำนวนหนึ่ง ที่ว่าเกี่ยวพันไปถึงวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนโดยกล่าวว่าสมเด็จพระพันวษาโปรดประพาสป่าล่ากระบือ กระบือจำนวนมากถูกขุนไกร พ่อของพลายแก้วหรือขุนแผนสังหาร ตัดศีรษะเสียเป็นจำนวนมาก พระพันวษาจึงโปรดให้สร้างวัดขึ้น ขนานนามว่า “วัดศีรษะกระบือ” และนามนี้ได้ปรากฏสืบมา แต่เท่าที่ได้สอบทานหนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนแล้วปรากฏเพียงว่าขุนไกรไปล่ากระบือจริง และถูกประหารชีวิตด้วยปล่อยให้กระบือเปลี่ยววิ่งมาหน้าพระที่นั่ง ส่วนสถานที่นั้นเท่าที่ปรากฏคำกลอนดูเป็นป่าแถวสุพรรณบุรี มิใช่ทางคลองด่านแต่อย่างใด จึงเข้าใจว่าประวัติหรือตำนานสำนวนหลังนี้ จะเป็นเรื่องเล่าสืบกันมาของชาวบ้านมากกว่า แต่ที่ยกมากล่าวได้ด้วย ก็เพื่อที่จะได้เป็นเค้ามูลให้มีการสืบสาวราวเรื่องกันต่อไปในชั้นหลัง
อย่างไรก็ดี แม้ข้อมูลจะขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่พอสรุปในขณะนี้อยู่ก่อนว่าวัดหัวกระบือน่าจะเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นแล้ว อนึ่งเส้นทางคลองด่านนี้เป็นเส้นทางสัญจรที่สำคัญช้านานแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2010 เวลา 11:53 น.)


